|
||
| การได้ยินเสียงเริ่มจากใบหูจะป้องเสียงให้ผ่านเข้าไปในช่องหูชั้นนอกและยังช่วยบอกว่า เสียงที่ได้ยินนั้นมาจากทิศใด เมื่อเสียงผ่านช่องหูชั้นนอกที่มีลักษณะเป็นท่อ จะช่วยให้ มีการก้องของเสียงอยู่ภายในและมีการขยายเสียงให้ดังขึ้น โดยเฉพาะเสียงที่มีความถี่ 2,000 5,500 เฮิรตซ์ จะถูกขยายให้ดังขึ้นประมาณ 5-10 เดซิเบล |
||
| คลื่นเสียงที่ผ่านมาจนถึงเยื่อแก้วหู จะทำให้เยื่อแก้วหูขยับเขยื้อนตามความดังของเสียง จากนั้นจะเปลี่ยนสภาพจากความกดดันของอากาศ เป็นการเคลื่อนไหวแบบแรงกล (mechanic vibration) ทำให้กระดูกฆ้อนในหูชั้นกลางสั่น และจะสั่นต่อไปยังกระดูกทั่ง กระดูกโกลน ตามลำดับ หากเสียงนั้นดังมากเกินไป กล้ามเนื้อในหูชั้นกลาง 2 มัดจะช่วยรั้งเอาไว้ไม่ให้มี การเคลื่อนไหวเกินขอบเขต กระดูกทั้ง 3 ชิ้นนั้นทำงานได้ดีในทุกความถี่ แต่จะทำงานได้ดีขึ้น หากความถี่นั้นสูงกว่า 800 เฮิรตซ์ขึ้นไป การขยายเสียงในหูชั้นกลางโดยการทำงานของกระดูก ทั้ง 3 ชิ้น สามารถขยายเพิ่มจากเดิมได้ถึงเท่าตัวด้วยอัตรา 2 ต่อ 1 |
||
จากการขยับเขยื้อนของกระดูกโกลน มีผลทำให้เกิดการขยับของขายึดของกระดูกโกลน (stapedial footplate) ที่หน้าต่างรูปไข่ การขยับทุกครั้งจะทำให้เยื่อบุที่หน้าต่างรูปไข่ถูกสั่น ไปด้วย และจะสั่นต่อไปยังของเหลวในหูชั้นในต่อไป โดยจะกระเพื่อมตามแรงเขย่าของขายึด ของกระดูกโกลน(stapedial footplate) จากนั้นกลไกจะเปลี่ยนสภาพจาการเขย่าแบบแรงกล (mechanical presssure) มาเป็นแรงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของของเหลว (hydromechanic) ซึ่งจะไปสั่นเยื่อบุเวสติบูล่า(vestibular membrane) หรือ เยื่อบุไรสเนอร์ (Reissners membrane) มีผลให้ของเหลวในคอเคลีย (endolymphaticfluid) และเยื่อบุ เทคโทเรียล(tectorial membrane) สั่นต่อไปยังเซลล์ขนที่รับความรู้สึกส่งไปยังเส้นประสาทหู เพื่อส่งต่อไปที่สมอง |
||
| เซลล์ขนชั้นในที่รับเสียงนั้นทำหน้าที่คล้ายไมโครโฟนขนาดจิ๋ว โดยเซลล์แต่ละตัวจะรับ เสียงได้ไม่เท่ากัน เซลล์ขนที่อยู่บริเวณก้นหอยส่วนล่าง( basal turn of cochlea) จะรับเสียง ความถี่สูงได้ดี ส่วนเซลล์ขนที่อยู่บริเวณยอดๆ ของก้นหอย (apical turn of cochlea) จะรับ เสียงความถี่ต่ำได้ดี |
||
|